มองปัญหาจากอีกมุม คุ้มไม่คุ้มก็มีคนสำเร็จมาแล้ว

Untitled.001.jpeg

หลังจากเดินทางกลับจากต่างจังหวัดวันนี้ ก่อนจะออกจากบ้านไปหาข้าวกินนอกบ้าน เหลือบไปเห็นคอมพิวเตอร์ที่เปิดค้างเอาไว้เห็นบล็อกของ Dave Trott ที่เคยอ่านอยู่ประจำ แต่มาหลังๆมีอย่างอื่นให้อ่าน มีคลิปที่น่าสนใจว่าให้ต้องดู มีการเตรียมงานบางอย่างที่เข้ามาเต็มไปหมดจนไม่รู้จะเลือกเสพข้อมูลข่าวสารอันไหนก่อนดี เรียกได้ว่าเป็น Information overload เพราะลำพังแค่อ่านฟีดใน facebook ก็เยอะแยะมากมายจนรับได้ไม่หมด

พออ่านไปได้ไม่เกิน 5 บรรทัดก็บอกกับตัวเองว่า นี่ถ้าไม่ได้อ่านตอนนี้คงจะเสียใจเป็นไหนๆ เกิดเป็นแรงบรรดาลใจอย่างประหลาดจนต้องขอเวลามานั่งเขียนให้ได้จนจบแล้ว save เอาไว้ก่อน เพื่อมาสรุปประเด็นน่าเรียนรู้อันแหลมคมดังต่อไปนี้

ราวๆปี 2429 ที่อีกฟากหนึ่งของโลกที่ตรงกันข้ามกับประเทศไทย สหรัฐอเมริกา ประเทศขนาดใหญ่ที่ประชากรราวๆ 65% อาศัยอยู่ในชนบท ทำไร่ไถนาเพาะปลูกในวิถีแห่งเกษตรกรรมกันตามประสา เมืองแต่ละเมืองมีขนาดเล็กและเทคโนโลยีเดียวที่ช่วยให้มีการติดต่อสื่อสารที่ฉับไวคงไม่พ้นโทรเลขที่บ้านเราเลิกใช้ไปไม่นานมานี้เอง สายโทรเลขถูกลากพาดผ่านไปพร้อมๆกับเส้นทางเดินรถไฟเพื่อเชื่อมการสื่อสารให้เป็นโครงข่ายโยงใยไปทั่ว พนักงานโทรเลขจึงต้องนั่งทำงานของตนเองที่สถานรถไฟเป็นหลัก

ที่เมือง North Redwood มลรัฐ Minnesota พนักงานชื่อ Richard ก็ปฏิบัติงานตามปรกติจนกระทั่ง มีพัสดุชิ้นหนึ่งที่เดินทางมากับรถไฟเกิดไม่มีผู้มารับจึงต้องส่งกลับไปยังผู้ที่ส่งมาตามระเบียบวิธีปฏิบัติทั่วไป

แต่วันนี้ไม่ใช่วันธรรมดา เป็นวันที่เปลี่ยนชีวิตของหนุ่มคนหนึ่งไปตลอดกาล และถือเป็นจุดกำเนิดของธุรกิจขนาดยักษ์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา

จุดเปลี่ยนอยู่ตรงที่ Richard กลับมองปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนขนาดชนิดที่ว่า ปัญหาที่ว่ากลายเป็นโอกาสมหาศาลที่แม้กระทั่งเขาเองคงคาดไม่ถึงขณะนั้น

Richard ติดต่อกับผู้ส่งสินค้าว่าหากต้องส่งสินค้ากลับ ค่าส่งขากลับไปก็ต้องไปเรียกเก็บกับต้นทาง อย่ากระนั้นเลย ให้เขานำมันไปขายสิ จะได้ไม่เสียต้นทุนเพิ่ม ไหนๆก็ไหนๆแล้ว แต่ที่สุดเมืองเล็กๆแห่งนั้นคงไม่มีคนเพียงพอให้ได้เสนอขายสินค้าตกค้าง เขาจึงโทรเลขไปยังเมืองใกล้เคียง ที่สุดแล้วสินค้าชิ้นนั้นถูกขายออกไปในเวลา 2 วันต่อมาพร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ Richard สั่งสินค้ามาเพิ่ม เพื่อเริ่มธุรกิจที่เกิดจากปัญหาที่เขามองเห็น

ในขณะนั้นผู้คนชาวอเมริกันในชนบทซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร นิยมซื้อสินค้าตามร้านท้องถิ่นที่มีสินค้าให้เลือกไม่มากและจำกัดจำนวนขึ้นกับความน่าเชื่อถือของแต่ละคน รวมถึงราคาก็ไม่แน่นอนขึ้นกับการต่อรองและเครดิตที่เกษตรกรแต่ละคนมี

โอกาสที่ท้าทายเริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อ Richard กำลังจะแก้ปัญหาระยาวของผู้คนในท้องถิ่นที่ได้ซื้อสินค้าที่มีทางเลือกได้มากขึ้นและราคาที่คงที่เท่ากันทุกแห่ง

เขาแก้ปัญหานี้โดยการตีพิมพ์แคตาล็อกสินค้าทั้งหมดเป็นเล่มที่หนาขนาด 400-500 ที่ภายในบรรจุไปด้วยภาพของสินค้าและสรรพคุณ เฟอร์นิเจอร์ เตาไฟ อุปกรณ์การเกษตร สบู่ ยาสีฟัน เสื้อผ้า ฯลฯ และกระจายมันออกไปทั่ว สิ่งที่ผู้คนที่ต้องการสินค้าทำคือ เปิดหน้าสินค้าที่ต้องการและสั่งซื้อ และนี่คือการช้อปปิ้งที่ไม่ต้องเดินออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว

จวบจนเวลาผ่านไปหลายสิบปีเมืองเริ่มขยายตัว คนอาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้นซึ่งดูเหมือนจะเป็นปัญหาของ Richard แต่ไม่เลย เขามีไอเดียในการแก้ไขปัญหา และพบว่าเมื่อผู้คนอาศัยในเมืองมากขึ้นแต่รายล้อมไปด้วยร้านค้าเล็กๆเต็มไปหมดซึ่งจะไปหาซื้อของให้ครบแต่ละอย่างคงต้องเดินทางไปรอบเมืองในการช้อปปิ้งแต่ละครั้ง และถ้ามีสถานที่หนึ่งที่รวบรวมสินค้าเกือบทุกอย่างเพื่อให้ผู้คนเขามาเลือกสินค้าได้จบทุกอย่างในที่แห่งเดียวจะดีกว่าหรือไม่ ที่สุดแล้วในปี 2512 ห้างสรรพสินค้าของ Richard ก็ขยายตัวจนมีพนักงานเป็นแสนคน เป็นเจ้าของตึกระฟ้าที่ครั้งหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก

Richard มีชื่อเต็มว่า Richard Warren Sears ซึ่งเป็นนเจ้าของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่ไม่ได้เกี่ยวของกับเซียร์รังสิตแต่ประการใด

Sears มีรายได้ปัจจุบันราวๆ 600,000 ล้านบาทต่อปี มีสาขาอยู่ทั้งในอเมริกา แคนาดาและเม็กซิโก

เมื่อลองหมุนปัญหาที่คิดว่าเป็นเรื่องน่าปวดหัวในมุมมองที่เปลี่ยนไป บางทีโอกาสที่ยิ่งใหญ่อาจรอเราอยู่ เพียงแต่ว่าเราต้องมองด้วยสายตาที่มีความสงสัย แทนที่จะเป็นสายตาแห่งความเคยชิน ทำตัวให้เป็นนักแก้ปัญหาแทนที่จะมุ่งหวังไปเป็นนักธุรกิจ เพราะเมื่อเราแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ เราก็มีโอกาสแก้ปัญหาเรื่องอื่นๆได้ไม่รู้จบ นั่นแหละโอกาสทางธุรกิจมหาศาลที่รอใครซักคนเข้ามาช่วยนำเสนอทางออกของปัญหา บางทีอาจะเป็นผู้อ่านที่กำลังอ่านโพสต์นี้ก็เป็นไปได้ ใครจะไปรู้

www.PresentationBen.com

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s