เคล็ดลับระดับโลกจาก Google Strategist
การเปิดคลิป YouTube ผ่านๆ ไปเจอคลิปของ Jeff Su ซึ่งเป็น YouTuber สาย Productivity อีกคนที่เก่งมากๆ มาแชร์เคล็ดลับการทำสไลด์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสงสัยที่น่าสนใจมาก เพราะเขาทำการสกัดเอาเคล็ดลับการทำสไลด์ที่อ้างอิงถึง ebook ขนาดกะทัดรัด สั้น และอ่านจบได้ภายในไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
ด้วยความที่อยากรู้ต่อเลยไปหาต้นฉบับมาอ่านให้รู้เรื่อง หนังสือเล่มนี้ขายผ่าน Gumroad เป็น PDF แบบที่ใจดีสุดๆ คือถ้าใครไม่มีเงินจ่ายก็แค่ใส่ตัวเลข 0 ในราคาค่าหนังสือ เขาก็ให้อ่านฟรีได้เลย แต่อยากอ่านใจจะขาดเพราะ Jeff Su ทำคลิปสรุปมาดีงามมาก แต่ก็แอบลังเลว่าจะกรอกตัวเลขเท่าไหร่ดีหนอ การใส่ 0 ลงไปเพื่ออ่านฟรีมันก็กระไรอยู่ ในฐานะนักเขียนเหมือนกัน การให้เกียรติโดยการซื้ออ่านคือสิ่งที่ควรทำที่สุด
สุดท้ายเลยลองถาม Gemini ดูว่าใส่เท่าไหร่ถึงจะเหมาะกับเล่มนี้ และได้คำตอบมาประมาณ 10 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าสมเหตุสมผลมาก พออ่านปุ๊บก็จับสังเกตประเด็นสำคัญได้ทันที มีคนพูดเรื่องแนวนี้ให้ได้ยินผ่านออนไลน์มา 2 คนแล้ว คนแรกคือ Paul Moss จากช่อง Analyst Academy กับอีกคนก็คือเจ้าของหนังสือเล่มนี้ที่ชื่อ The Slide Science Play Bookโดย Herng Lee ซึ่งตำแหน่งอย่างเป็นทางการคือ Strategist ที่ทำงานอยู่ที่ Google
สารบัญเนื้อหา (Table of Content)
- เคล็ดลับระดับโลกจาก Google Strategist
- เคล็ดลับอัปเกรดสไลด์สไตล์ Google Strategist มัดรวมมาให้แล้ว
- 1. การนำเสนอคือวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ศิลปะ
- 2. ใช้ Pyramid Principle: นำเสนอคำตอบหรือบทสรุปก่อน
- 3. สื่อสารจากบนลงล่าง (Top-down)
- 4. พาดหัวต้องเป็นข้อสรุป: เลิกใช้แค่ Label
- 5. กำจัดความคลุมเครือและศัพท์เฉพาะทาง
- 6. หนึ่งหน้า หนึ่งประเด็น: ป้องกันการหลุดโฟกัส
- 7. ให้ Insight เหนือ Data
- 8. กลยุทธ์ But-for: ชี้ให้เห็นโอกาสที่อาจเสียไป
- 9. ลดภาระทางสมอง (Mental Tax)
- 10. สไลด์คือ Leverage: เครื่องมือสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ
- ใช้ NotebookLM เปลี่ยนข้อมูลดิบให้เป็นโครงร่างสไลด์ระดับโลก
สไลด์ที่ไม่ได้มีไว้แค่โชว์ แต่มีไว้เพื่อตัดสินใจ
องค์กรระดับโลกหลายที่ทำสไลด์ไม่ได้เอาไว้แค่ประกอบการนำเสนอแบบพูดหน้าห้องเท่านั้น แต่สไลด์ต้องทำหน้าที่คล้ายกับการขมวดแก่นเนื้อหาเพื่อให้บอร์ดบริหารหรือผู้บริหารระดับสูงอ่านเพื่อการตัดสินใจได้ทันที ไม่เน้นความสวยงามฟุ่มเฟือย แต่เน้นการอ่านแล้วเข้าใจง่าย มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจแบบนำไปใช้ได้เลยโดยไม่ต้องมาเคี้ยวต่อให้เสียเวลา
Herng Lee เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็น Junior Analyst ซึ่งเขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในตอนแรกสไลด์ของเขานั้นแย่มากจนถึงขั้นใช้งานไม่ได้ หรือ unserviceable และไม่ตอบโจทย์การประชุมระดับผู้บริหารเลยแม้แต่น้อย แต่หลังจากทำงานเป็นนักกลยุทธ์ที่ Google มาเกือบ 10 ปี เขาได้พัฒนาทักษะจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สร้างสไลด์เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารระดับสูงอยู่เป็นประจำ
เขาเน้นย้ำว่าการทำสไลด์ให้เฉียบคมไม่ใช่พรสวรรค์ที่มีมาแต่เกิด แต่เป็นการใช้วิธีครูพักลักจำจากสไลด์ของคนที่เก่งๆ นำรูปแบบที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลมาใช้ และที่สำคัญที่สุดคือการเปิดใจรับคำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมา หรือ Hard feedback มาเป็นบทเรียนในการพัฒนาตนเอง นี่คือแนวคิดที่ Herng เชื่อมั่นที่สุดว่าการทำสไลด์มีสูตรสำเร็จและหลักการที่ชัดเจน หรือ Science ซึ่งทุกคนสามารถเรียนรู้และทำตามได้ หากเข้าใจกฎเกณฑ์เหล่านี้ ท่านไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินที่ออกแบบเก่ง แต่ท่านสามารถเป็นนักสื่อสารที่ยอดเยี่ยมได้
นิยามของคำว่า Executive-ready
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การทำสไลด์ที่สวยงามที่สุด แต่ต้องเป็นสไลด์ที่พร้อมสำหรับผู้บริหาร หรือ Executive-ready ซึ่งในปี 2026 นี้ หมายถึง:
- ต้องช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ทันท่วงที
- ต้องช่วยลดภาระทางสมองของผู้ฟังให้เหลือน้อยที่สุด
- ต้องเปลี่ยนจากการแค่ให้ข้อมูล (Data) เป็นการให้ข้อคิดเชิงลึก (Insight)
เนื้อหาหลักถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนสำคัญคือ The Setup (การวางโครงสร้างเรื่องราว), The Headlines (การเขียนพาดหัวที่บอกข้อสรุป), The Content (การคัดเลือกเนื้อหาที่เน้นเนื้อๆ) และ The Visuals (การออกแบบที่สะอาดตาและใช้งานได้จริง)
เคล็ดลับอัปเกรดสไลด์สไตล์ Google Strategist มัดรวมมาให้แล้ว

1. การนำเสนอคือวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ศิลปะ
Herng มองว่าการทำสไลด์คือวิทยาศาสตร์ โดยเลิกมองว่าต้องมีหัวทางศิลปะถึงจะทำสไลด์เก่ง เพราะแท้จริงแล้วมันคือทักษะที่มีสูตรสำเร็จที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง ทุกคนสามารถเรียนรู้และทำซ้ำได้ผ่านหลักการที่ชัดเจน ท่านไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากกระดาษว่างเปล่า แต่ให้เริ่มจากโครงสร้างที่ทรงพลัง

2. ใช้ Pyramid Principle: นำเสนอคำตอบหรือบทสรุปก่อน
ในโลกการทำงานที่เวลาของผู้บริหารมีค่ามหาศาล จงใช้หลักการพีระมิดคือการบอกข้อสรุปหรือคำตอบที่ต้องการก่อน แล้วค่อยตามด้วยเหตุผลสนับสนุน วิธีนี้ช่วยให้บอร์ดบริหารรับสารสำคัญได้ทันทีโดยไม่ต้องรอจนถึงหน้าสุดท้ายของการนำเสนอ – สามารถอ่านขยายความเนื้อหานี้ได้ที่นี่
3. สื่อสารจากบนลงล่าง (Top-down)
เริ่มต้นการนำเสนอจากสิ่งที่ผู้บริหารต้องการรู้ หรือสิ่งที่ต้องตัดสินใจ (Action) ไม่ใช่การเริ่มต้นจากข้อมูลดิบหรืออธิบายขั้นตอนการทำงานที่แสนเหนื่อยยากของคนทำงาน เพราะสิ่งที่บอร์ดมองหาคือเป้าหมายและผลลัพธ์สุดท้ายที่ชัดเจนเพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็ว

4. พาดหัวต้องเป็นข้อสรุป: เลิกใช้แค่ Label
อย่าเขียนหัวข้อสไลด์เพียงแค่ชื่อ เช่น ยอดขายไตรมาสที่ 1 เพราะเป็นการเสียพื้นที่โดยเปล่าประโยชน์ จงเปลี่ยนหัวข้อให้กลายเป็นบทสรุปทันที เช่น ยอดขายโต 20 เปอร์เซ็นต์จากช่องทางออนไลน์ การใช้พาดหัวยาวประมาณ 14 คำและเน้นผลลัพธ์ (Active Voice) จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจนัยสำคัญของข้อมูลในพริบตาเดียว

5. กำจัดความคลุมเครือและศัพท์เฉพาะทาง
ความไม่ชัดเจนคือศัตรูตัวร้ายที่สร้างต้นทุนแฝงมหาศาลให้กับองค์กรผ่านการตัดสินใจที่ล่าช้า จงหลีกเลี่ยงศัพท์เฉพาะทาง (Jargon) และใช้ภาษาที่เรียบง่ายที่สุดเพื่อให้ผู้บริหารจากทุกสายงานเข้าใจประเด็นของท่านได้อย่างรวดเร็ว ตรงไปตรงมา และหนักแน่น
6. หนึ่งหน้า หนึ่งประเด็น: ป้องกันการหลุดโฟกัส
อย่าพยายามใส่ทุกอย่างลงไปในสไลด์หน้าเดียวจนรกตา จงโฟกัสเพียงประเด็นเดียวที่สำคัญที่สุดต่อหนึ่งหน้าสไลด์ หากข้อมูลมีตัวเลข ต้องมีการเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานเสมอเพื่อให้เห็นความสำคัญของข้อมูลนั้นโดยไม่ต้องตีความเอง

7. ให้ Insight เหนือ Data
ผู้บริหารไม่ได้ต้องการแค่ตัวเลข แต่ต้องการรู้ว่าตัวเลขนั้นส่งผลอย่างไรต่อธุรกิจ จงทำหน้าที่วิเคราะห์และบอกข้อคิดเชิงลึก (Insight) ที่นำไปสู่การตัดสินใจได้จริง ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลดิบมาวางเรียงกันให้ผู้อ่านไปคิดต่อเอง
8. กลยุทธ์ But-for: ชี้ให้เห็นโอกาสที่อาจเสียไป
สร้างน้ำหนักให้ข้อเสนอด้วยการแสดงให้เห็นว่า หากองค์กรไม่ตัดสินใจทำตามโครงการที่กำลังนำเสนอในตอนนี้ จะเกิดความเสี่ยงหรือสูญเสียโอกาสสำคัญอะไรบ้าง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกถึงความจำเป็นและนำไปสู่การอนุมัติที่รวดเร็วขึ้น

9. ลดภาระทางสมอง (Mental Tax)
สไลด์ระดับมืออาชีพต้องช่วยลดภาระในการประมวลผลของผู้ฟัง จงใช้สีสากลสื่อความหมาย เช่น สีเขียว (บวก) หรือสีแดง (เสี่ยง) และใช้กล่องข้อความ (Callout) ชี้นำสายตาไปยังจุดสำคัญที่สุด เพื่อให้ผู้บริหารใช้พลังงานไปกับการตัดสินใจมากกว่าการพยายามแกะข้อมูล
10. สไลด์คือ Leverage: เครื่องมือสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ
จงมองว่าทักษะการทำสไลด์และการนำเสนอคือเครื่องมือสร้างความโดดเด่น หรือ Visibility ที่สำคัญที่สุดในองค์กร ยิ่งสื่อสารได้เฉียบคมและทรงพลังมากเท่าไหร่ โอกาสในการเติบโตในตำแหน่งและรายได้ในโลกการทำงานยุคใหม่ก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
รายละเอียดจากหนังสือเล่มนี้ยังมีให้สกัดอีกมากมาย อ่านแล้วก็มีจุดที่น่าสนใจให้ฉุกคิดอยู่ตลอด บางเรื่องอาจเคยผ่านตามาบ้าง แต่ภาพรวมถือว่ายอดเยี่ยมและสามารถนำไปใช้เป็นหลักการพื้นฐานในการสร้างสไลด์ที่ทรงพลังได้อย่างแท้จริง

ใช้ NotebookLM เปลี่ยนข้อมูลดิบให้เป็นโครงร่างสไลด์ระดับโลก
เมื่อเข้าใจเคล็ดลับทั้ง 10 ข้อแล้ว คำถามต่อมาคือจะทำอย่างไรให้เร็วและแม่นยำที่สุดในยุคที่ข้อมูลท่วมท้น? คำตอบคือการใช้ NotebookLM มาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวในการวางกลยุทธ์เนื้อหา นี่คือแนวทางสั้นๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อเปลี่ยนจากรายงานกองโตให้กลายเป็น Outline สไลด์ที่ชนะใจบอร์ดได้ภายในไม่กี่นาที:
- อัปโหลดข้อมูลต้นทาง (Upload Source): เริ่มต้นด้วยการอัปโหลดข้อมูลดิบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรายงานการประชุม ผลวิเคราะห์รายไตรมาส หรือเอกสารโครงการเข้าไปใน NotebookLM เพื่อให้ AI เข้าใจบริบททั้งหมดของงาน
- สั่งงานด้วยกลยุทธ์ (Prompt with Strategy): แทนที่จะสั่งให้สรุปเฉยๆ ให้ใช้เคล็ดลับจาก Google Strategist เป็นเงื่อนไขในการสั่งงาน เช่น “ช่วยสร้าง Outline สำหรับสไลด์ 10 หน้า โดยใช้หลักการ Pyramid Principle และเขียนหัวข้อสไลด์ทุกหน้าเป็นแบบ Conclusion Headlines ความยาวไม่เกิน 14 คำที่เน้นผลลัพธ์ชัดเจน”
- สกัดหัวใจสำคัญ (Extract Insights): สั่งให้ AI เจาะลึกไปที่การหา Insight แทนการสรุปตัวเลขลอยๆ โดยใช้คำสั่งว่า “จากข้อมูลที่มี จงบอกนัยสำคัญต่อการตัดสินใจของบอร์ดบริหาร และชี้ให้เห็นความเสี่ยงหากไม่ได้ดำเนินโครงการนี้ (But-for strategy)”
การใช้ NotebookLM ในลักษณะนี้จะช่วยให้ท่านได้โครงสร้างเนื้อหาที่เฉียบคมตามหลักการระดับโลก โดยไม่ต้องเสียเวลานั่งร่างเองจากศูนย์ และช่วยลดภาระทางสมองในการเรียบเรียงข้อมูลที่ซับซ้อนให้กลายเป็นสิ่งที่เข้าใจง่ายที่สุด
เปลี่ยนสไลด์ให้เป็นโอกาสที่เหนือกว่า
สุดท้ายแล้ว การพัฒนาทักษะการทำสไลด์ในระดับโลกไม่ใช่เพียงการทำให้งานเสร็จไปวันๆ แต่คือการสร้างเครื่องมือสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในชีวิตการทำงาน เมื่อคนทำงานสามารถเปลี่ยนสถานะจากผู้นำเสนอข้อมูลดิบ (Data Provider) ไปเป็นผู้นำเสนอข้อคิดเชิงลึก (Insight Provider) ที่ช่วยให้องค์กรเดินหน้าต่อได้ เมื่อนั้นมูลค่าของคนทำงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
จงจำไว้ว่าสไลด์ที่ชนะใจบอร์ดบริหารไม่ได้มาจากการตกแต่งที่หรูหราหรือแอนิเมชันที่แพรวพราว แต่มาจากโครงสร้างที่ชัดเจนและเนื้อหาที่ตอบโจทย์การตัดสินใจได้ทันที ลองเริ่มต้นจากการปรับพาดหัวให้เป็นข้อสรุปในงานชิ้นถัดไปดู แล้วจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของปฏิกิริยาจากผู้ฟังที่เกิดขึ้นทันที
ยกระดับการนำเสนอ
สำหรับท่านที่ต้องการลงลึกในรายละเอียดและต้องการเครื่องมือที่จะเปลี่ยนการทำงานพรีเซ็นต์ให้กลายเป็นเรื่องง่ายแต่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม ตอนนี้หนังสือ พรีเซ็นต์ดีเพราะมี AI ช่วย วางแผงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ภายในเล่มมีการรวบรวมเทคนิคการใช้ NotebookLM อย่างละเอียด พร้อมเคล็ดลับการนำเสนอที่คัดมาเน้นๆ และตัวอย่างการใช้งานจริงที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที
นอกจากนี้ สำหรับองค์กรหรือหน่วยงานที่เล็งเห็นความสำคัญของการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร และสนใจให้ไปช่วยจัด Workshop การใช้ NotebookLM เพื่อการนำเสนอระดับมืออาชีพ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพื่อผ่านฟอร์มนี้: [ลิงก์ฟอร์มสำหรับองค์กร]
และโอกาสพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการอัปเกรดทักษะแบบเจาะลึกด้วยตัวเอง ขณะนี้ได้เปิดรับสมัคร Public Class: NotebookLM for High Impact Presentation ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม 2569 นี้ ท่านที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดหลักสูตรและสำรองที่นั่งได้ที่นี่: [ลิงก์รายละเอียดคลาสเรียน]
เบญจ์ ไทยอาภรณ์
https://www.facebook.com/PresentationCafe/


ใส่ความเห็น