พรีเซนต์แบบไหนได้ใจผู้บริหาร

Published by

on

เมื่อหลายปีก่อน มีโอกาสได้รับเชิญจากบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง ให้ไปออกแบบและนำเสนอหลักสูตรอบรมให้กับพนักงานของพวกเขา แต่พอได้คุยกับผู้ประสานงานอย่างละเอียด กลับพบว่าปัญหาที่แท้จริงนั้น ไม่ได้อยู่ที่เรื่องการออกแบบสไลด์ที่ส่วนตัวถนัดเรื่องนี้แต่กลับเป็นเรื่องของการนำเสนองานต่อหน้าผู้บริหารระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ต้องไปรายงานผลการดำเนินงานประจำปีให้กับบอร์ดบริหารจากญี่ปุ่น ที่บินมาประเทศไทยเพียงปีละครั้งเท่านั้น

ผู้จัดบอกว่า พนักงานมักประสบปัญหาในการสรุปเนื้อหาให้ได้ใจความ พูดจาเยิ่นเย้อ ไม่ชัดเจน ขาดการเชื่อมโยงระหว่างประเด็น แถมยังมักจะใช้เกินเวลาที่กำหนดทั้งๆ ที่มีเวลาในการนำเสนอแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น

เกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแต่เมื่อเร็วๆนี้เพื่อนสนิทที่ตอนนี้ได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงแล้ว ได้มาคุยเรื่องทำนองนี้ให้ฟังอีก เขาเล่าว่า ลูกน้องซึ่งเป็นหัวหน้าทีม ก็ประสบปัญหาในการสรุปงานต่อหน้าผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ หรือ COO เหมือนกัน เขาเปิดไฟล์ Excel ออกมาอ่านทีละบรรทัด ยิ่งพูดก็ยิ่งยืดเยื้อไปเรื่อย จนเวลาหมดไปเปล่าๆ พอมีโอกาส ก็เลยได้ลองไปศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ แล้วเรียบเรียงเพื่อหาแนวทางว่า เราจะสามารถร่างเค้าโครง (Presentation outline)และออกแบบการนำเสนองานต่อผู้บริหารได้อย่างไรได้ทั้งใจได้ทั้งประสิทธิภาพเวลาที่ต้องพรีเซนต์ต่อหน้าผู้บริหาร แต่ก่อนจะไปถึงรายละเอียดว่าจะพรีเซนต์ด้วยเนื้อหาลักษณะไหน เรามาทำความเข้าใจสิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงมักมีคล้ายๆกันนั่นก็คือ

  1. เวลามีจำกัด (Limited Time)
    ผู้บริหารมักมีตารางงานแน่นเอี๊ยด ต้องเข้าประชุม ตัดสินใจ และดูแลภาพรวมองค์กร ทำให้มีเวลาให้เรื่องอื่นๆ ค่อนข้างน้อย
  2. ชอบข้อมูลตรงประเด็น (Prefer Straightforward Information)
    เนื่องจากเวลามีจำกัด ผู้บริหารจึงต้องการข้อมูลตรงประเด็น เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้ทันที พวกเขาไม่ชอบการอ้อมค้อม พูดยืดยาว หรือให้รายละเอียดที่ไม่จำเป็น
  3. คิดเชิงกลยุทธ์ (Think Strategically)
    ผู้บริหารมักมองเห็นภาพใหญ่ขององค์กร และคิดถึงแผนระยะยาวเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ พวกเขาจึงชอบการนำเสนอที่แสดงให้เห็นประโยชน์เชิงกลยุทธ์ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์องค์กร ช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน
  4. มองเห็นภาพรวม (See the Big Picture)
    ผู้บริหารมักให้ความสำคัญกับผลลัพธ์สุดท้ายและผลกระทบระยะยาวมากกว่าปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทาง การนำเสนอที่ดีควรเน้นประโยชน์หลักที่จะได้รับ ความเสี่ยงที่อาจเกิด และแนวทางการบริหารจัดการโดยไม่ต้องลงรายละเอียดมากเกินไป
  5. ใส่ใจรายละเอียดสำคัญ (Pay Attention to Important Details)
    แม้ผู้บริหารชอบมองภาพรวม แต่พวกเขาก็มักสังเกตเห็นและจับประเด็นสำคัญในรายละเอียดได้อย่างรวดเร็ว การนำเสนอที่มีข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน ทันสมัย จึงจำเป็นเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราเตรียมตัวมาดี พร้อมตอบคำถามได้ทันที
  6. คิดถึงความคุ้มค่าในทุกมิติ (Consider Value in All Aspects)
    ผู้บริหารมักให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลา งบประมาณ หรือทรัพยากรต่างๆ ที่จะต้องใช้ไป พวกเขาต้องการเห็นผลตอบแทนที่ชัดเจน คุ้มค่ากับการลงทุน และมีความเสี่ยงที่จำกัดในทุกด้าน ดังนั้นการนำเสนอที่ดี ควรแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับ เมื่อเทียบกับต้นทุนหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อประกอบการตัดสินใจได้อย่างรอบด้าน

และต่อไปนี้คือ 10 เรื่องที่ควรรู้หากต้องการนำเสนอให้ได้ใจผู้บริหารระดับสูง ;

Photo by Jonas Svidras on Pexels.com

1) จับจุดผู้ฟังให้อยู่หมัด เพื่อชัยชนะในการพรีเซนต์ (Understand Your Audience)วิธีการทำความเข้าใจผู้ฟังให้ถ่องแท้นั้น อาจเริ่มจากการศึกษาประวัติการทำงาน ความเชี่ยวชาญ ผลงานที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งบุคลิกและรสนิยมส่วนตัวของพวกเขา จากนั้นก็ลองวิเคราะห์ดูว่า ประเด็นไหนที่พวกเขาน่าจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ อะไรคือข้อกังวลหรือข้อโต้แย้งที่อาจเกิดขึ้น แล้วเราจะสามารถโน้มน้าวใจพวกเขาได้อย่างไร

นอกจากการศึกษาข้อมูลด้วยตัวเองแล้ว การขอคำแนะนำจากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานที่เคยมีประสบการณ์นำเสนอให้ผู้บริหารชุดนี้มาก่อน ก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการนำเสนอที่เคยได้ผลดี ประเด็นที่ไม่ควรพลาด หรือแม้กระทั่งคำถามโลดโผนที่อาจโดนยิงใส่ เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวรับมือได้อย่างทันท่วงที

Photo by Markus Spiske on Pexels.com

2) ระบุปัญหาให้ชัด วาดภาพใหญ่ให้เห็น (Identify the Problem, Paint the Big Picture)ในการนำเสนอต่อผู้บริหารระดับสูง สิ่งสำคัญที่พวกเขาอยากรู้ก็คือ เรากำลังจะแก้ไขปัญหาอะไร ทำไมมันถึงสำคัญ และถ้าแก้ได้จะส่งผลดีต่อองค์กรอย่างไร การนำเสนอในภาพรวม หรือ Big Picture นั้นสำคัญมาก เพราะจะทำให้ผู้บริหารสามารถเห็นความเชื่อมโยงระหว่างปัญหา แนวทางแก้ไข และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นองค์รวม แทนที่จะหลงไปกับรายละเอียดจุกจิกจนลืมประเด็นหลัก เปรียบเสมือนมองเห็นป่าทั้งผืนแทนที่จะเห็นต้นหญ้า 3 ต้นในป่าใหญ่

Photo by Pixabay on Pexels.com

3) เริ่มต้นด้วยข้อความสำคัญ อย่าเก็บทีเด็ดไว้ท้ายสุด (Start with the Key Message, Don’t Save the Best for Last) หลายคนมักเข้าใจผิดว่า การเก็บไคลแมกซ์ของเรื่องไว้ท้ายสุด จะช่วยสร้างความประทับใจและจดจำได้ดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว โดยเฉพาะในการนำเสนอกับผู้บริหารระดับสูง การทิ้งห้วงหรือปูเรื่องยาวเกินไป อาจทำให้เราเสียโอกาสทองในการดึงความสนใจของพวกเขาไปเสียก่อน เพราะผู้บริหารมักจะไม่มีเวลามากนัก และต้องการได้ยินประเด็นหลักโดยเร็วที่สุด ดังนั้น กุญแจสำคัญคือการเปิดประเด็นด้วย Key Message หรือข้อความสำคัญให้ได้ภายใน 30-60 วินาทีแรก เพื่อให้ผู้ฟังรู้ตั้งแต่ต้นว่าเราจะพูดเรื่องอะไร แก้ปัญหาอะไร ทำไมเขาควรฟังต่อ และเมื่อจบการนำเสนอแล้วเขาจะได้อะไรกลับไป

เมื่อเราสามารถดึงความสนใจและบอกประเด็นหลักในช่วงแรกได้แล้ว ต่อจากนั้นก็สามารถค่อยๆ ลงรายละเอียดแต่ละประเด็นย่อยที่จะนำไปสู่ข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะที่เราต้องการได้ โดยยึดหลัก Pyramid Principle คือการจัดลำดับเนื้อหาเริ่มจากเรื่องใหญ่ไปหาเรื่องเล็ก จากภาพรวมไปสู่รายละเอียด และเชื่อมโยงแต่ละประเด็นเข้าด้วยกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล

Photo by Pixabay on Pexels.com

4) บริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ อย่าเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ (Manage Your Time Effectively, Don’t Waste It on Trivial Matters) เวลาเป็นสิ่งมีค่าสำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารระดับสูง ดังนั้นการนำเสนอที่ใช้เวลามากเกินความจำเป็น หรือเน้นไปที่ประเด็นรองมากกว่าประเด็นหลัก เคล็ดลับในการบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพ คือการกำหนด Key Message หรือประเด็นสำคัญในการนำเสนอให้ชัดเจน รวมถึงเรียงลำดับความสำคัญของเนื้อหาแต่ละส่วน เพื่อที่จะได้จัดสรรเวลาได้อย่างเหมาะสม อาจใช้หลัก 80/20 หรือ Pareto Principle ซึ่งระบุว่า 80% ของผลลัพธ์ มาจาก 20% ของสาเหตุหลัก มาปรับใช้ในการเลือกประเด็นสำคัญๆ มานำเสนอ แทนที่จะยัดเยียดทุกรายละเอียดลงไป

เราอาจต้องปรับมาตรฐานใหม่ในการวัดความสำเร็จของงานพรีเซนต์ จากเดิมที่มองว่ายิ่งพูดได้นาน ยิ่งแสดงว่าเก่งและรู้ลึก แต่ในเวลาที่กระชั้นชิด การพูดได้กระชับ ครบถ้วน ชัดเจน และจบทันเวลา ถือเป็นทักษะที่ท้าทายและมีค่ายิ่งกว่า เพราะแท้จริงแล้วการนำเสนอที่ดีนั้นเพื่อเกิดการกระตุ้นให้ตัดสินใจ เปลี่ยนแปลงและลงมือทำ

Photo by Ono Kosuki on Pexels.com

5) ใช้ข้อมูลเป็นตัวสนับสนุน อย่าลืมเช็กความถูกต้องก่อน (Support Your Arguments with Data, But Verify Its Accuracy)ในการนำเสนอไอเดียหรือแผนงานใดๆ ถ้ามีข้อมูลที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนก็มีทีท่าว่าจะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับการนำเสนอได้เป็นอย่างดี เพราะข้อมูลคือหลักฐานที่แสดงให้เห็นความเป็นไปได้ของสิ่งที่เรากำลังพูด ทั้งในแง่ของปัญหาที่เกิดขึ้น ความเสี่ยงที่จะตามมา และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริหาร

ข้อมูลที่นำมาใช้อาจอยู่ในรูปแบบของตัวเลข สถิติ ผลสำรวจ งานวิจัย กรณีศึกษา หรือแม้แต่บทเรียนจากองค์กรอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในการทำสิ่งที่คล้ายกัน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้ฟังเห็นภาพตามได้ง่ายแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการค้นคว้าและเตรียมตัวของเราด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องระวังเมื่อนำข้อมูลมาใช้ในการนำเสนอคือ ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นๆ เพราะการอ้างอิงข้อมูลที่ผิดพลาด ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน หรือไม่ทันสมัย อาจทำให้เราดูไม่น่าไว้วางใจ และส่งผลเสียต่อชื่อเสียงในระยะยาวได้ ดังนั้น ก่อนจะหยิบข้อมูลใดมาใช้ ให้ตรวจสอบความถูกต้องและอ้างอิงแหล่งที่มาให้ชัดเจนเสียก่อน หากพบว่ามีข้อผิดพลาดระหว่างการนำเสนอ ให้รีบแก้ไขและขอโทษทันที อย่าปล่อยผ่านหรือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

เคล็ดลับในการใช้ข้อมูลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คือการเลือกมาเฉพาะข้อมูลที่โดดเด่น สอดคล้อง และสนับสนุนประเด็นหลักของเราจริงๆ โดยนำเสนอในรูปแบบที่กระชับ เข้าใจง่าย และจดจำได้ง่าย เช่น การใช้กราฟหรือ infographic แทนการนำเสนอข้อมูลแบบตาราง หรือการสรุปข้อมูลสำคัญๆ 2-3 ข้อที่อยากให้ผู้ฟังจดจำ

Photo by Willian Justen de Vasconcellos on Pexels.com

6) ใช้ภาพประกอบอย่างชาญฉลาด อย่าให้กลายเป็นจุดรบกวนสายตา (Use Visuals Wisely, Don’t Let Them Become a Distraction)ภาพเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดสายตาให้กับงานนำเสนอของเรา ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ กราฟิก ไอคอน หรือวิดีโอ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้สไลด์ดูดีแล้ว ยังช่วยเสริมให้เนื้อหาที่เราพูดมีความหมายและจดจำได้ง่ายขึ้นด้วย แต่ก็เลือกใช้ภาพก็ควรเลือกใช้ภาพอย่างระมัดระวัง คำนึงถึงความสอดคล้องกับเนื้อหา และใช้แต่พอดี ไม่เยอะจนเกินงาม

วิธีการเลือกภาพที่ดี ควรเริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่า ภาพนี้สื่อสารอะไร สอดคล้องกับเนื้อหาหรือไม่ และช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจประเด็นได้ลึกซึ้งขึ้นอย่างไร ถ้าภาพใดไม่ได้ช่วยเสริมเนื้อหา ไม่ได้สร้างคุณค่าเพิ่ม หรือไม่เชื่อมโยงกับ Key Message ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เอาไว้ เพราะมันอาจกลายเป็นตัวรบกวนสายตา หรือดึงความสนใจของผู้ฟังออกจากสิ่งที่เราพูดได้

และสิ่งที่ต้องระวังให้มากคือ การใช้ภาพเคลื่อนไหวหรือ animation ที่มากเกินความจำเป็น เพราะมันอาจสร้างความรำคาญหรือดูเป็นมืออาชีพน้อยลงได้ หากไม่ใช่การนำเสนอในงานอีเว้นท์หรือพิธีการใหญ่ๆ ที่ต้องการความบันเทิงเป็นหลัก งานนำเสนอทางธุรกิจทั่วไป โดยเฉพาะกับผู้บริหารระดับสูง ควรเน้นที่เนื้อหาและการสื่อสารที่กระชับมากกว่า

Photo by Josh Sorenson on Pexels.com

7) เตรียมรับมือคำถามเด็ดๆ อย่าคิดว่าไม่มีใครถาม (Be Ready for Tough Questions, Don’t Assume No One Will Ask)หลายคนมักหวั่นไหวเวลาถูกถามคำถามระหว่างการนำเสนอ โดยเฉพาะคำถามที่ดูจะจี้จุดอ่อนหรือชี้ช่องโหว่ของสิ่งที่เราเสนอ บางคนถึงกับตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วถ้าเกิดตอบไม่ได้ล่ะ จะเสียหน้ามั้ย หรือถ้าไม่มีคำถามเลยจะดูเป็นการนำเสนอที่ล้มเหลวไหม

ความจริงก็คือ การที่ผู้ฟังถามคำถามเยอะๆ แสดงว่าพวกเขากำลังให้ความสนใจและต้องการมีส่วนร่วมในการนำเสนอของเรา ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดี ยิ่งถามมาก ก็ยิ่งแสดงว่าเรากำลังได้รับความสนใจมาก ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือ เตรียมพร้อมรับมือทุกคำถามให้ได้ก่อนขึ้นเวทีต่างหาก

วิธีฝึกรับมือกับคำถามเด็ดๆ อาจเริ่มจากการระดมสมองกับทีมงาน ว่ามีคำถามอะไรบ้างที่คาดว่าจะโดนถาม ลองจำลองสถานการณ์ โดยให้คนในทีมผลัดกันมาถามคำถามในมุมมองของผู้บริหารหรือผู้ฟังที่หลากหลาย ทั้งเชิงบวก เชิงลบ เชิงท้าทาย หรือเชิงขอข้อมูลเพิ่มเติม แล้วเราก็ลองฝึกตอบไปเรื่อยๆ ปรับปรุงคำตอบให้ดีขึ้นในแต่ละรอบ ไม่ก็เล่าสถานการณ์ให้ AI ฟังแล้วลองให้ AI ช่วยคิดคำถามต่างๆที่อาจเกิดขึ้นแต่เราอาจนึกไม่ถึงก็ได้

สิ่งสำคัญคือ อย่ากลัวที่จะพูดความจริง ถ้ามีบางคำถามที่เรายังไม่มีคำตอบ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในการตอบ ก็ให้บอกตรงๆ อย่างมั่นใจว่า “ขอบคุณสำหรับคำถามครับ ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจและสำคัญมาก แต่เพื่อให้ได้คำตอบที่แม่นยำที่สุด ผมคงต้องไปศึกษาและหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกนิด แล้วจะกลับมารายงานให้ทราบอีกครั้งครับ” แบบนี้ยังดีกว่าการเสี่ยงตอบผิดหรือเดาสุ่มสี่สุ่มห้าเอาเองแล้วเสียความน่าเชื่อถือไป

อีกทริคที่อาจช่วยได้คือ การย้อนคำถามกลับไปที่ผู้ถาม หากเป็นคำถามที่ต้องอาศัยความเห็นหรือต้องการข้อมูลเฉพาะทาง เช่น “ขอบคุณที่ถามครับ ผมเห็นว่าคุณ A มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้มากกว่า ไม่ทราบว่ามีความเห็นเพิ่มเติมอย่างไรบ้างครับ” เป็นการแสดงถึงการให้เกียรติและเปิดโอกาสให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในการตอบคำถามบ้าง ซึ่งอาจได้อินไซท์ดีๆ ที่เราไม่เคยคิดถึงมาก่อนก็ได้

Photo by Anna Shvets on Pexels.com

8) ปรับการนำเสนอให้เข้ากับผู้ฟัง อย่ายึดติดกับสไตล์ตัวเอง (Adapt to Your Audience, Don’t Stick to Your Own Style)ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการนำเสนอที่ใช้ได้กับทุกคนและทุกสถานการณ์ เพราะผู้ฟังแต่ละกลุ่มย่อมมีความชอบ ความคาดหวัง และรสนิยมที่แตกต่างกันไป ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จักปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอให้เหมาะสมและตรงใจกับกลุ่มผู้ฟังให้มากที่สุด แทนที่จะใช้วิธีเดิมๆ ซ้ำๆ จนอาจเข้าทางคนกลุ่มนึง แต่ไม่โดนใจอีกกลุ่มหนึ่ง

การปรับตัวเข้าหาผู้ฟังนั้นก็ต้องอยู่ในขอบเขตที่พอดี ไม่ใช่ปรับไปเสียหมดจนกลายเป็นคนละคน หรือสูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเองไป เราต้องเลือกรักษาสมดุลระหว่างการเป็นตัวของตัวเองกับการเข้ากับผู้ฟังให้ได้ เพื่อให้เนื้อหาที่นำเสนอยังคงสอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกันกับสไตล์และคาแรกเตอร์ที่แท้จริงของเรา

การปรับตัวต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง หากเราสังเกตปฏิกิริยาของผู้ฟังแล้วค่อยๆ ปรับวิธีการไปเรื่อยๆ ในแต่ละครั้ง เราก็จะรู้ว่าอะไรใช่ อะไรเวิร์ค และอาจค้นพบสูตรเฉพาะตัวที่ใช้ได้ผลดีกับแต่ละกลุ่มในที่สุด

Photo by Leeloo The First on Pexels.com

9) ใช้เวลาในช่วงถาม-ตอบให้คุ้มค่า อย่ามองข้ามความสำคัญ (Make the Most of the Q&A Session, Don’t Underestimate Its Importance)

หลายคนมักจะมองว่าช่วงถาม-ตอบเป็นส่วนท้ายๆ ของการนำเสนอที่ไม่ได้สำคัญมากนัก บางคนถึงกับหวังว่าจะไม่มีใครถามอะไร จะได้จบไวๆ แต่ความจริงก็คือ โมเมนต์นี้อาจเป็นช่วงที่มีค่าที่สุดของการนำเสนอเลยก็ได้ เพราะเป็นโอกาสทองที่เราจะได้สื่อสารแบบสองทาง ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ได้คลายข้อสงสัย และได้สร้างความผูกพันกับผู้ฟังได้อย่างใกล้ชิดที่สุด

เราสามารถเพิ่มคุณค่าให้กับช่วง Q&A ได้หลายวิธี เริ่มจากการจัดสรรเวลาให้เหมาะสม โดยทั่วไปแล้วควรเผื่อเวลาไว้ประมาณ 10-20% ของเวลาทั้งหมด หรือประมาณ 5-10 นาทีสำหรับการนำเสนอ 1 ชั่วโมง เพื่อให้มีช่วงถาม-ตอบที่มีคุณภาพ โดยไม่กินเวลาการนำเสนอหลักมากเกินไป ดังนั้น จงอย่ามองข้ามหรือหลีกเลี่ยงช่วงถาม-ตอบเป็นอันขาด แต่จงใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งเพื่อเติมเต็มเนื้อหา สานสัมพันธ์กับผู้ชม รับฟีดแบ็ค และเรียนรู้ไปกับพวกเขา เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้การนำเสนอของเราสมบูรณ์แบบและน่าจดจำยิ่งขึ้นไปอีก

Photo by Snapwire on Pexels.com

10) ทัศนคติสำคัญกว่าเทคนิค อย่าลืมเชื่อมั่นในตัวเอง (Attitude Matters More Than Technique, Don’t Forget to Believe in Yourself) หลังจากเราเตรียมเนื้อหา ฝึกซ้อมการนำเสนอ และเตรียมตัวรับมือกับทุกสถานการณ์อย่างดีแล้ว สิ่งสุดท้ายและสำคัญที่สุดที่จะทำให้การนำเสนอของเราโดดเด่น ไม่ใช่สไลด์เลิศหรู ไม่ใช่ลูกเล่นทางเทคนิคตระการตา แต่เป็นทัศนคติเชิงบวกและความเชื่อมั่นที่เรามีต่อตัวเองและในสิ่งที่เรากำลังนำเสนอต่างหาก

ความมั่นใจนั้นมาจากการเตรียมตัวอย่างถี่ถ้วน การมีความรู้ในเรื่องที่พูดอย่างถ่องแท้ และการเชื่อในคุณค่าของสิ่งที่เรากำลังสื่อสารออกไป เมื่อเรารู้สึกมั่นคงและศรัทธาในตัวเองจากข้างใน ก็มักจะแสดงออกมาทางน้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง และภาษากายโดยธรรมชาติ ทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงพลังและความตั้งใจจริงของเรา ช่วยให้พวกเขาไว้วางใจและคล้อยตามในสิ่งที่เราพูดได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายอย่าลืมว่า ไม่ว่าสิ่งที่เรานำเสนอในวันนั้นจะสำเร็จหรือไม่เพียงใด แต่แค่การได้ยืนอยู่ตรงนั้น ได้แบ่งปันความคิดและข้อมูลที่มีคุณค่า ได้เปิดใจเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น ก็นับเป็นความสำเร็จในตัวมันเองแล้ว เพราะนั่นหมายถึงเรากำลังทำในสิ่งที่ท้าทายและกล้าที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นไปอีกขั้น

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆท่านสำหรับการนำเสนอในทุกๆครั้งและลองนำเนื้อหาที่เรียบเรียงมาทั้งหมดนี้ไปปรับใช้กันดูครับ

เบญจ์ ไทยอาภรณ์
www.PresentationBen.com | TikTok | facebook | YouTube

Leave a Reply

Discover more from PresentationBen's Blog

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading